Powered By Blogger

วันพุธที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554

Developing learning packages

การออกแบบสื่อเพื่อการเรียนการสอน
(ข้อมูลจากเครือข่ายคอมพิวเตอร์ )
สื่อการสอน
องค์ประกอบที่สำคัญในการเรียนการสอนคือสิ่งที่ครูมักนำไปประกอบการเรียนการสอนนั่นก็คือ สื่อการสอนนั่นเอง สื่อการสอนนับว่ามีประโยชน์มากเพราะสื่อการสอนเปรียบเป็นกุญแจสำคัญที่จะช่วยให้ผู้เรียนได้เข้าใจในเนื้อหาและได้เห็นภาพได้อย่างชัดเจนยิ่งขึ้นมากกว่าที่ครูผู้สอนจะสอนโดยการมาบรรยายหรือสอนตามเนื้อหา โดยไม่มีอุปกรณ์ช่วยสอนเลย
สื่อการสอน คือ การนำสื่อมาใช้ในการเรียนการสอน ซึ่งเป็นการนำวัสดุ เครื่องมือและวิธีการมาประกอบในการถ่ายทอดความรู้และเนื้อหาไปยังผู้เรียน เพื่อให้ผู้เรียนเกิดความรู้ในสิ่งที่ครูได้ถ่ายทอด รวมไปถึงมีความเข้าใจตรงตามเนื้อหา นอกจากนี้ยังช่วยให้ผู้เรียนเรียนรู้ได้ง่ายยิ่งขึ้น และช่วยประหยัดเวลา
ประเภทของสื่อการสอน
การแบ่งชนิดและประเภทของสื่อการสอนนั้น สามารถแบ่งออกเป็น 3 ประเภทได้แก่
1. สื่อประเภทวัสดุ (Software) หมายถึง สื่อที่มีขนาดเล็ก ทำหน้าที่เก็บเนื้อหาความรู้ในลักษณะของภาพและเสียง สื่อประเภทนี้แบ่งได้เป็น 2 กลุ่ม คือ
1.1 สื่อประเภทวัสดุสิ่งพิมพ์ (Printed) เช่น เอกสารคำสอน หนังสือ ตำรา และสื่อประเภทที่ต้องเขียน หรือพิมพ์ทุกชนิด
1.2 สื่อวัสดุประเภทไม่ใช่สิ่งพิมพ์ (non printed) เป็นสื่ออื่นๆ ที่นอกเหนือจากสิ่งพิมพ์ เช่น ของจริง ของตัวอย่าง ของจำลอง กระดานดำ ป้ายชนิดต่างๆ รวมถึงวัสดุที่ต้องใช้กับเครื่องมือ เช่น ม้วนเทปบันทึกเสียง ฟิล์มสไลด์ ฟิล์มภาพยนตร์ แผ่นโปร่งใส เทปบันทึกภาพหรือแผ่นดิสก์
2. สื่อประเภทอุปกรณ์ (hardware) เป็นสื่อประเภทเครื่องมือและอุปกรณ์ที่ต้องอาศัยกระแสไฟฟ้า เมื่อจะทำงาน เช่น เครื่องฉายภาพยนตร์ เครื่องฉายสไลด์ เครื่องฉายภาพโปร่งใส เครื่องเทปบันทึกเสียง วิทยุ วิดีโอเทป เครื่องขยายเสียง เครื่องเล่นแผ่นเสียง คอมพิวเตอร์ โทรทัศน์
3.สื่อประเภทวิชาการ (technique) เป็นสื่อประเภทวิธีการและกิจกรรมหรือกระบวนการและวิธีการสอนต่างๆ เช่นการบรรยาย การสาธิต การสอนรายบุคคล เกมส์ การแสดงละคร กลุ่มสัมพันธ์ การศึกษา

หลักในการใช้สื่อการสอน
ในการพิจารณาเลือกใช้สื่อการสอนแต่ละครั้งครูควรพิจารณาถึงความเหมาะสมของสื่อการสอนแต่ละชนิด ดังนี้
1. ความเหมาะสม สื่อที่จะใช้นั้นเหมาะสมกับเนื้อหาและวัตถุประสงค์ของการสอนหรือไม่
2. ความถูกต้อง สื่อที่จะใช้ช่วยให้นักเรียนได้ข้อสรุปที่ถูกต้องหรือไม่
3. ความเข้าใจ สื่อที่จะใช้นั้นควรช่วยให้นักเรียนรู้จักคิดอย่างมีเหตุผลและให้ข้อมูลที่ถุกต้องแก่นักเรียน
4. ประสบการณ์ที่ได้รับ สื่อที่ใช้นั้นช่วยเพิ่มพูนประสบการณ์ให้แก่นักเรียน
5. เหมาะสมกับวัย ระดับความยากง่ายของเนื้อหาที่บรรจุอยู่ในสื่อชนิดนั้น ๆ เหมาะสมกับระดับความสามารถ ความสนใจ และความต้องการของนักเรียนหรือไม่
6. เที่ยงตรงในเนื้อหา สื่อนั้นช่วยให้นักเรียนได้เรียนรู้เนื้อหาที่ถูกต้องหรือไม่
7. ใช้การได้ดี สื่อที่นำมาใช้ควรทำให้เกิดประสิทธิภาพในการเรียนรู้ได้ดี
8. คุ้มค่ากับราคา ผลที่ได้จะคุ้มค่ากับเวลา เงิน และการจัดเตรียมสื่อนั้นหรือไม่
9. ตรงกับความต้องการ สื่อนั้นช่วยให้นักเรียนร่วมกิจกรรมตามที่ครูต้องการหรือไม่
10. ช่วยเวลาความสนใจ สื่อนั้นช่วยกระตุ้นให้นักเรียนสนใจในช่วงเวลานานพอสมควรหรือไม่

ประโยชน์ของสื่อการสอน
1. เปิดโอกาสให้นักเรียนได้เรียนรู้จากวัตถุที่เป็นรูปธรรม ซึ่งเป็นการกระตุ้นให้นักเรียนได้สร้างแนวความคิดด้วยตนเอง
2. กระตุ้นให้นักเรียนเกิดความสนใจในเรื่องที่จะเรียนมากขึ้น
3. ช่วยให้นักเรียนเกิดการเรียนรู้ได้ง่ายขึ้นและสามารถจดจำได้นาน
4. ให้ประสบการณ์ที่ส่งเสริมให้นักเรียนทำกิจกรรมต่าง ๆ ด้วยตนเอง
5. นำประสบการณ์นอกห้องเรียนมาให้นักเรียนศึกษาในห้องเรียนได้
แม้ว่าสื่อการสอนจะมีประโยชน์และมีคุณค่าต่อการเรียนการสอน แต่ถ้าครูผู้สอนผลิตสื่อหรือนำสื่อไปใช้ไม่ตรงตามจุดประสงค์และเนื้อหา ก็อาจทำให้สื่อนั้นไม่มีประสิทธิภาพและยังทำให้การสอนนั้นไม่ได้ผลเต็มที่ ดังนั้นครูควรมีความรู้ความเข้าใจในการออกแบบสื่อและการผลิตสื่อด้วย เพื่อให้สื่อนั้นมีประสิทธิภาพในกระบวนการเรียนการสอน

การออกแบบสื่อการสอน
เป็นขั้นตอนที่มีความสำคัญต่อสัมฤทธิ์ผลของแผนการสอนที่วางไว้ ความน่าสนใจและความเข้าใจในบทเรียนเป็นผลมาจากประเภท ลักษณะ และความเหมาะสมของสื่อที่ใช้
การออกแบบสื่อการสอน คือ การวางแผนสร้างสรรค์สื่อการสอนหรือการปรับปรุงสื่อการสอนให้มีประสิทธิภาพและมีสภาพที่ดี โดยอาศัยหลักการทางศิลปะ รู้จักเลือกสื่อและวิธีการทำ เพื่อให้สื่อนั้นมีความสวยงาม มีประโยชน์และมีความเหมาะสมกับสภาพการเรียนการสอน

ลักษณะการออกแบบสื่อที่ดี (Characteristics of Good Design)
1. ควรเป็นการออกแบบที่เหมาะสมกับความมุ่งหมายของการนำไปใช้
2. ควรเป็นการออกแบบที่มีลักษณะง่ายต่อการทำความเข้าใจ การนำไปใช้งานและกระบวนการผลิต
3. ควรมีสัดส่วนที่ดีและเหมาะสมตามสภาพการใช้งานของสื่อ
4. ควรมีความกลมกลืนของส่วนประกอบ ตลอดจนสอดคล้องกับสภาพแวดล้อมของการใช้และการผลิตสื่อชนิดนั้น

ปัจจัยพื้นฐานของการออกแบบสื่อการสอน
1.เป้าหมายของการเรียนการสอน เป็นสิ่งที่กำหนดพฤติกรรมขั้นสุดท้ายของผู้เรียนว่าจะมีลักษณะเช่นไร โดยทั่วไปนิยมกำหนดพฤติกรรมที่เป็นเป้าหมายของการเรียนการสอนไว้เป็น 3 ลักษณะ คือ
1.1 พฤติกรรมด้านพุทธิพิสัย (Cognitive Domain)เป็นพฤติกรรมที่แสดงว่าได้เกิดปัญญาความรู้ในเนื้อหาวิชานั้น ๆ แล้ว สามารถที่จะบอก อธิบาย วิเคราะห์ สังเคราะห์ หรือแก้ปัญหาเกี่ยวกับเนื้อหาความรู้นั้นได้
1.2 พฤติกรรมด้านทักษะพิสัย (Pyschomotor Domain) เป็นพฤติกรรมด้านทักษะของร่างกายในการเคลื่อนไหว ลงมือทำงาน หรือความว่องไวในการแก้ปัญหา
1.3 พฤติกรรมด้านเจตตพิสัย (Affective Domain) เป็นพฤติกรรมที่แสดงถึงความรู้สึกด้านอารมณ์ที่มีต่อสิ่งที่เรียนรู้และสภาพแวดล้อม
ในการเรียนการสอนครั้งหนึ่ง ๆ ย่อมประกอบด้วยพฤติกรรมที่เป็นเป้าหมายหลายประการด้วยกัน สื่อการสอนที่จะนำมาใช้ หากจะต้องสนองต่อทุกพฤติกรรมแล้ว ย่อมมีลักษณะสับสนหรือซับซ้อน ในการออกแบบสื่อการสอน จึงต้องพิจารณาเลือกเฉพาะพฤติกรรมที่เป็นจุดเด่นของการเรียนการสอนนั้นมาเป็นพื้นฐานของการพิจารณาสื่อ
2. ลักษณะของผู้เรียน เนื้อหาและรายละเอียดของสื่อชนิดหนึ่ง ๆ ย่อมแปรตามอายุ และความรู้พื้นฐานของผู้เรียน แต่โดยสภาพความเป็นจริงแล้ว ผู้เรียนแต่ละคนย่อมมีความแตกต่างกัน หากจะนำมาเป็นเกณฑ์ในการพิจารณาสื่อย่อมทำไม่ได้ ในทางปฏิบัติจึงใช้ลักษณะของผู้เรียนในกลุ่มหลัก เป็นพื้นฐานของการพิจารณาสื่อก่อน หากจำเป็นจึงค่อยพิจารณาสื่อเฉพาะสำหรับผู้เรียนในกลุ่มพิเศษต่อไป

3. ลักษณะแวดล้อมของการผลิตสื่อ ได้แก่
ก. ลักษณะกิจกรรมการเรียน ซึ่งครูอาจจัดได้หลายรูปแบบ เช่น
-การสอนกลุ่มใหญ่ ในลักษณะของการบรรยาย การสาธิต
-การสอนกลุ่มเล็ก
-การสอนเป็นรายบุคคล
กิจกรรมการเรียนการสอนแต่ละลักษณะย่อมต้องการสื่อต่างประเภท ต่างขนาด เช่น สื่อประเภทสไลด์ ภาพยนต์มีความเหมาะสมวัยการเรียนในลักษณะกลุ่มใหญ่ วีดีโอ ภาพ
ขนาดกลาง เหมาะกับการสอนกลุ่มเล็ก ส่วนสื่อสำหรับรายบุคคลจะต้องในลักษณะเฉพาะตัวที่จะเปิดโอกาสให้เด็กได้เรียนรู้ และวัดผลด้วยตนเอง
ข. สิ่งอำนวยความสะดวกในการใช้สื่อ ได้แก่ไฟฟ้าเป็นองค์ประกอบสำคัญการออกแบบสื่อสำหรับโรงเรียน หรือท้องถิ่นที่ไม่มีไฟฟ้าใช้ ย่อมต้องหลีกเลี่ยงสื่อวัสดุฉาย
ค. วัสดุพื้นบ้าน หรือวัสดุท้องถิ่น นากจากจะหาใช้ได้ง่ายแล้วยังจะช่วยให้ผู้เรียนได้มองเห็นความสัมพันธ์ของสิ่งที่เรียนรู้กับสภาพจริงในชีวิตประจำวันได้ดีกว่าอีกด้วย ดังนั้นสื่อเพื่อการสอนบรรลุเป้าหมายเดียวกัน อาจจะมีลักษณะแตกต่างกันตามสภาพของวัสดุพื้นบ้าน
4. ลักษณะของสื่อ ในการออกแบบและผลิตสื่อ จำเป็นอย่างยิ่งที่ผู้ผลิตต้องมีความรู้เกี่ยวกับสื่อในเรื่องต่อไปนี้
ก. ลักษณะเฉพาะตัวของสื่อ สื่อบางชนิดมีความเหมาะสมกับผู้เรียนบางระดับ หรือเหมาะกับจำนวนผู้เรียนที่แตกต่างกัน เช่น แผนภาพจะใช้กับผู้เรียนที่มีพื้นฐานหรือประสบการณ์ในเรื่องนั้น ๆ มาก่อน ภาพการ์ตูนเหมาะสมกับเด็กประถมศึกษาภาพยนตร์เหมาะกับผู้เรียนที่เป็นกลุ่มใหญ่ วิทยุเหมาะกับการสอนมวลชน ฯลฯ
ข. ขนาดมาตรฐานของสื่อ แม้ว่ายังไม่มีการกำหนดเป็นตัวเลขที่แน่นอน แต่ก็ถือเอาขนาดขั้นต่ำที่สามารถจะมองเห็นได้ชัดเจน และทั่วถึงเป็นเกณฑ์ในการผลิตสื่อ
ส่วนสื่อวัสดุฉายจะต้องได้รับการเตรียมต้นฉบับให้พอดีที่จะไม่เกิดปัญหาในขณะถ่ายทำหรือมองเห็นรายละเอียดภายในชัดเจน เมื่อถ่ายทำขึ้นเป็นสื่อแล้ว การกำหนดขนาดของต้นฉบับให้ถูกหลัก 3 ประการ ต่อไปนี้ คือ
-การวาดภาพและการเขียนตัวหนังสือได้สะดวก
-การเก็บรักษาต้นฉบับทำได้สะดวก
-สัดส่วนของความกว้างยาวเป็นไปตามชนิดของวัสดุฉาย

การเลือกสื่อ การดัดแปลง และการออกแบบสื่อ (Select , Modify , or Design Materials
การเลือกสื่อที่เหมาะสมนั้นต้องพิจารณาตามหลัก 3 ประการ คือ
1. การเลือกสื่อที่มีอยู่แล้ว ส่วนใหญ่ในสถาบันการศึกษามักจะมีทรัพยากรที่สามารถใช้เป็นสื่อได้อยู่แล้ว ดังนั้น สิ่งที่ผู้สอนต้องกระทำก็คือ ตรวจสอบดูว่ามีสิ่งใดที่จะใช้เป็นสื่อได้บ้าง โดยเลือกให้ตรงกับลักษณะผู้เรียนและวัตถุประสงค์
2. การดัดแปลงสื่อที่มีอยู่แล้ว ให้ใช้ได้ดีและเหมาะสมมากยิ่งขึ้น ทั้งนี้ย่อมขึ้นกับเวลาและงบประมาณในการดัดแปลงสื่อด้วย
3. การออกแบบผลิตสื่อใหม่ ถ้าสื่อนั้นมีอยู่แล้วและตรงกับจุดมุ่งหมายของการเรียนการ สอน เราก็สามารถนำมาใช้ได้เลยแต่ถ้ามีอยู่โดยไม่ตรงกับจุดมุ่งหมายเราก็ใช้วิธีดัดแปลงได้ แต่ถ้าไม่มีสื่อตามที่ต้องการก็ต้องผลิตสื่อใหม่

การออกแบบผลิตสื่อใหม่ ควรคำนึงถึง
1. จุดมุ่งหมาย ต้องพิจารณาว่าต้องการให้ผู้เรียนได้เรียนอะไร
2. ผู้เรียน ควรได้พิจารณาผู้เรียนทั้งโดยรวมว่าเป็นใคร มีความรู้พื้นฐานและทักษะอะไรมาก่อน
3. ค่าใช้จ่าย มีงบประมาณเพียงพอหรือไม่
4. ความเชี่ยวชาญด้านเทคนิค ถ้าตนเองไม่มีทักษะจะหาผู้เชี่ยวชาญแต่ละด้านมาจากแหล่งใด
5. เครื่องมืออุปกรณ์ มีเครื่องมืออุปกรณ์ที่จำเป็นพอเพียงต่อการผลิตหรือไม่
6. สิ่งอำนวยความสะดวก มีอยู่แล้วหรือสามารถจะจัดหาอย่างไร
7. เวลา มีเวลาพอสำหรับการออกแบบหรือไม่

การวัดผลของสื่อและวิธีการ
หลังจากที่เราออกแบบสื่อแล้วแล้วนำมาใช้ในกระบวนการเรียนการสอน ก็ควรมีการวัดผลของสื่อ เป็นการวัดประสิทธิภาพของสื่อ ความคุ้มค่าของสื่อต่อผลสัมฤทธิ์การเรียนรู้ วัดเพื่อปรับปรุงสื่อวัดผลถึงระยะเวลาที่ในการนำเสนอสื่อว่าพอเหมาะหรือมากเกินความจำเป็น การวัดผลสื่อนี้เพื่อผลในการใช้ดัดแปลงปรับปรุงให้ดีขึ้นสำหรับการนำไปใช้ในอนาคต เราสามารถที่จะนำเอาผลการอภิปรายในชั้นเรียน การสัมภาษณ์ และการสังเกตผู้เรียนมาใช้เป็นแนวทางในการวัดผลสื่อได้
การประเมินผลสื่อสามารกระทำได้ 3 ลักษณะ คือ
1. การประเมินกระบวนการสอน เพื่อเป็นการประเมินว่าสามารถบรรลุได้ตามวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้หรือไม่ทั้งในด้านผู้สอน สื่อการสอน และวิธีการสอน โดยในการประเมินสามารถทำได้ทั้งในระยะก่อน ระหว่าง และหลังการสอน
2. การประเมินความสำเร็จของผู้เรียน ขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้ว่ามีเกณฑ์เท่าใด การวัดผลอาจทำได้ด้วยการทดสอบ การสอบปากเปล่า หรือดูจากผลงานของผู้เรียน สิ่งสำคัญที่สุดที่จะทราบว่าผู้เรียนสัมฤทธิผลทางการเรียนมากน้อยเท่าใด คือ สังเกตจากการปฏิบัติและการแสดงออกของผู้เรียนนั้น ๆ
3. การประเมินสื่อและวิธีการสอน โดยการให้ผู้เรียนมีการอภิปรายและวิจารณ์การใช้สื่อ และเทคนิควิธีการสอนว่าเหมาะสมมากน้อยเพียงใด




การปรับปรุงแก้ไข
การปรับปรุงและแก้ไข เป็นการนำเสนอผลที่ได้จากการประเมินมาตรวจสอบการใช้สื่อทั้งระบบเพื่อปรับปรุงและพัฒนาระบบการใช้สื่อการเรียนการสอนให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น


ตัวอย่างการออกแบบสื่อ CAI




1. ขั้นเตรียมการ(Preparation)
ขั้นตอนแรกของการสร้างสื่อที่ต้องทำและเตรียมการ ซึ่งสื่อที่ดีมีประสิทธิภาพและประสบผลสำเร็จส่วนใหญ่มาจากกระบวนการในขั้นตอนนี้ พอสรุปได้ดังนี้
1.ต้องกำหนดเป้าหมายและจุดประสงค์ของสื่อที่จะสร้างให้ชัดเจน
2.กำหนดหรือประสานคณะทำงาน ซึ่งประกอบด้วย ผู้เชี่ยวชาญด้านเนื้อหา นักพัฒนา ผู้เขียนโปรแกรม นักวัดผลประเมินผลสัมฤทธิ์ของสื่อ และผู้เชี่ยวชาญด้านการออกแบบสื่อ
ซึ่งทั้งหมดนี้ต้องเป็นผู้ที่มีความรู้ทางด้านสื่อคอมพิวเตอร์เพื่อการศึกษาเป็นอย่างดี
3.ดำเนินการเขียนกรอบเนื้อหา โดยพิจารณาการสร้างภายใต้กรอบและจุดประสงค์ของรายวิชานั้นเป็นหลัก
4.กำหนดวางเนื้อหาหลัก เป็นตัวเดินเรื่องหรือเพิ่มหัวข้อในการเดินโปรแกรม
5.กำหนดเนื้อหาเสริม เพื่อไว้สนับสนุนกระบวนการเรียนรู้เพิ่มเติมของผู้เรียน
โดยอาจแนะนำแหล่งศึกษานอกสถานที่ เอกสารหนังสืออ้างอิง ผู้รู้หรือภูมิปัญญาท้องถิ่น ข้อมูล
อ้างอิงบนข่ายอินเตอร์เน็ท
6.กำหนดโปรแกรมสร้างงานทั้งโปรแกรมสร้างสื่อหลัก และโปรแกรมสนับสนุนทางภาพ กราฟิก ทางเสียง หรือภาพเคลื่อนไหว
7.จัดเตรียมข้อมูล เตรียมวัสดุประกอบและอุปกรณ์ในการทำงาน เช่น เครื่อง scan ภาพ เครื่องคอมพิวเตอร์ กล้องถ่ายรูป
หมายเหตุ สำหรับขั้นการเตรียมการเพื่อจัดการพัฒนาบุคลากร ผู้จัดควรทำกรอบนำทางในการสร้างสื่อ มีตารางผังงาน storyboard สำหรับผู้เข้ารับการพัฒนาไว้ด้วยและควรจัดสัมมนาร่วมกับผู้เข้ารับการพัฒนาเพื่อ
1. นำเสนอตัวอย่างสื่อคอมพิวเตอร์
2.แนะนำการออกแบบภายใต้กรอบเนื้อหาหรือจุดประสงค์ของสื่อ
3.การวางโครงสร้าง Diagram รวมถึง Storyboard ด้วย
4.การออกแบบหน้าจอหรือ interface design ทั้งสี รูป ตัวอักษร
5.เสนอตัวอย่างรูปแบบของการใช้กระบวนการโต้ตอบ (interactive)

2. ขั้นตอนการออกแบบ
ขั้นตอนนี้นับว่าเป็นขั้นตอนที่สำคัญอย่างยิ่งในการสร้างสื่อเกือบทุกชนิดและถือเป็นขั้นตอนที่ต้องอาศัยความชำนาญการของผู้จัดทำและคณะทำงานมีขั้นตอนที่น่าสนใจดังนี้
1.วิเคราะห์กรอบเนื้อหาให้สอดคล้องและตรงตามจุดประสงค์ที่ได้วางไว้
2.นำผลการวิเคราะห์ทั้งในส่วนเนื้อหาหลัก เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง รวมถึงเนื้อหาอ้างอิงเพิ่มเติมมาเรียบเรียงลำดับเนื้อหาใหม่เพื่อให้ง่ายต่อการสร้างสื่อโดยมุ่งเน้นต่อพฤติกรรมการเรียนรู้ภายใต้
ศักยภาพ องค์ประกอบของระบบคอมพิวเตอร์
3.นำเนื้อหาที่ผ่านการวิเคราะห์มาแบ่งให้เป็นหัวข้อหริส่วนย่อยๆเพื่อง่ายต่อการเรียนรู้
4.วิเคราะห์และหา model การดำเนินเนื้อหา หรือการเดินเรื่อง อย่างมีระบบ
5.วิเคราะห์และกำหนดสื่อประกอบที่นำมาใช้ในเนื้อหาอย่างเหมาะสม เช่น รูปภาพ หรือกราฟิก ภาพเคลื่อนไหว เสียง แม้กระทั่งวีดิทัศน์ให้เหมาะสมกับเนื้อหาและมีศักยภาพในการตอบสนองการเรียนรู้อย่างมีประสิทธิภาพ
6.วิเคราะห์แนวทาง คาดการณ์ การใช้การตอบสนอง การสนับสนุนของผู้เรียน
7.กำหนดรูปแบบการประเมินผลเนื้อหาของตัวสื่อ ไม่ควรออกแบบให้มีการวัดผลเหมือนสภาพการวัดผลจริงๆในชั้นเรียน

3. ขั้นตอนสร้างผังงานและการวางงานใน storyboard
ขั้นตอนนี้จะเป็นการสร้างผังโครงสร้างรวมไปถึงส่วนกำกับงานการสร้างสื่อโดยกำหนดเป็นตารางทำงานให้อยู่ในกรอบเนื้อหาตามที่ออกแบบไว้มีขั้นตอนดังนี้
1.วางลำดับการทำงานตามเนื้อหาแต่ละตอนโดยยึดจากรายละเอียดที่ได้จากขั้นตอนการออกแบบเป็นหลัก
2.นำผังงานโครงสร้างแต่ละตอนนำมาวางและเขียนบน storyboard
3.วิเคราะห์และประเมินความเป็นไปได้ของการเดินโปรแกรม

4. ขั้นตอนสร้างโปรแกรม
ขั้นตอนนี้เป็นขั้นตอนที่ใช้ ความสามารถ ความชำนาญการทาง software ซึ่งผู้ทำสื่อโปรแกรมประยุกต์นี้ต้องเข้าใจในองค์ประกอบคุณสมบัติของโปรแกรมหลักสำหรับสร้างสื่อ และรวมถึงโปรแกรมสนับสนุนอื่นๆ เพื่อที่จะได้สามารถนำศักยภาพของโปรแกรมเหล่านั้นนำมาสร้างสื่อให้สมบูรณ์ได้ โปรแกรมหลักในการสร้าง CAI ส่วนใหญ่มักนิยมใช้ Macromedia Authorware ,Macromedia Director หรือ Asymetrix Toolbook เป็นต้น ในขั้นตอนนี้มีกระบวนการดังนี้
1.วางสื่อตามกระบวนการที่ออกแบบไว้ใน storyboard ทั้งข้อความ และสื่อประกอบต่างๆ
2.วางส่วน interactive และ Response ชนิดต่างๆตามที่ได้ออกแบบไว้
3.ปรับแต่งความน่าสนใจด้วยลูกเล่นของโปรแกรม เช่น เติมด้วย Transition ของการแสดงผล
4.ทดสอบการเดินโปรแกรม โดยควรทดสอบเป็นระยะๆ
5.วิเคราะห์ผลการเดินโปรแกรม การทำงานในแต่ละส่วน

5. ขั้นตอนสร้างสื่อประกอบ
CAI ที่ดีจำเป็นต้องมีสื่ออื่นๆ นำมาประกอบสนับสนุนพฤติกรรมการเรียนรู้ให้น่าสนใจน่าติดตาม มีความท้าทาย เพลิดเพลิน สื่ออื่นๆที่นำมาประกอบได้แก่ รูปภาพ รูปกราฟิก เสียง ภาพเคลื่อนไหวประเภทต่างๆ นับเป็นส่วนสำคัญที่จะทำให้CAIหรือสื่อการศึกษาที่สร้าง เป็นสื่อที่มีพลังต่อการเรียนรู้ที่ดีที่สุด ซึ่งขั้นตอนนี้สามารถทำไปพร้อมๆ กับการสร้างตัวโปรแกรมประยุกต์ โดยมีขั้นตอนพอจำแนกได้ดังนี้
1.สร้างข้อความหลัก หรือข้อความประกอบ
2.สร้างคำบรรยาย หากต้องใช้เสียงบรรยายประกอบ
3.ทำการบันทึกเสียงและนำเข้าระบบคอมพิวเตอร์เพื่อทำไฟล์เสียง
4.สร้างภาพประกอบเนื้อหา โดยนำภาพที่สร้างขึ้นจากโปรแกรมทางกราฟิกหรือภาพถ่าย นำมาตกแต่งภาพให้เหมาะสมและมีคุณค่าต่อการเรียนรู้ สร้างภาพกราฟิกสนับสนุน เช่นปุ่ม(button) หรือรูปของความประกอบเนื้อหา เป็นต้น
5.สร้างภาพเคลื่อนไหว Animation ประกอบสื่อ
6.กำหนดเสียงประกอบ sound effect หรือสร้างขึ้น เพื่อใช้ประกอบสื่อเพิ่มความเร้าใจ เช่น ส่วนนำเรื่องส่วนโต้ตอบ interactive หรือเสียงใช้งานตอนคลิกปุ่มกด เป็นต้น
* หมายเหตุ ควรศึกษา design 9 step ให้เข้าใจครบทุกขั้นตอนก่อน
ศึกษาเนื้อการทำไฟล์เสียงคำบรรยาย
ศึกษาเนื้อการทำกราฟิกปุ่มกด
ศึกษาเนื้อการทำรูปเคลื่อนไหวประเภท GIF Animation
ศึกษาเนื้อการทำไฟล์รูปเคลื่อนไหวแบบ Flash

6. ขั้นตอนสร้างคำแนะนำการใช้สื่อ
สื่อCAI ในแต่ละเรื่องที่สร้างจากโปรแกรมต่างๆมักมีการกำหนดเงื่อนไขหรือการปรับสภาวะแวดล้อมของตัวโปรแกรม ดังนั้นควรกำหนดเงื่อนไขของการใช้งานไว้ เพื่อให้ผู้ใช้สื่อได้ทราบถึงองค์ประกอบ ลักษณะเฉพาะของสื่อนี้เพื่อที่จะได้ทำการปรับระบบคอมพิวเตอร์ให้ตรงกับคุณลักษณะของสื่อก่อนการใช้ เช่น
1.ต้องมีคำแนะนำการใช้บทเรียนหรือสื่อนี้ ว่าสื่อใช้กับเครื่องคอมพิวเตอร์ที่มีสมรรถภาพเช่นใด ต้องใช้อุปกรณ์เสริมอะไรบ้าง เช่น CD-Rom ระบบเสียง รวมถึงการปรับสภาพการแสดงผล การปรับหน้าจอที่ความละเอียดเท่าใด เป็นต้น ซึ่งหากสื่ออยู่ในรูปของแผ่น CD คำแนะนำส่วนนี้
ควรกำกับไว้ที่ตัวกล่องของ CD เลย
2.แนะนำลักษณะเฉพาะส่วนตัวสื่อเอง เช่น ด้าน interface ด้านการสื่อสารกับโปรแกรมด้วย
สัญลักษณ์พิเศษที่ใช้เป็นเครื่องหมายในการสื่อสารกับผู้เรียน เช่น ส่วนเรียกเมนูเนื้อหา ส่วน
ควบคุมหน้า หรือ ส่วนเรียกเพื่อขอความช่วยเหลือ ส่วนแสดงข้อแนะนำในบทเรียน เป็นต้น
3.นอกจากนี้หากเป็นสื่อที่ใช้การเรียนการสอนโดยตรงแล้ว ควรมีเอกสารกำกับสื่อนี้อีก เช่น คู่มือการใช้สื่อของผู้เรียน คู่มือการใช้สื่อของผู้สอน ด้วย หรือมีไฟล์เอกสารแนบติดอยู่ใน CD
เพื่อที่ผู้ใช้สามารถพิมพ์เอกสารประกอบการศึกษาบทเรียนได้โดยตรง

7. ขั้นตอนประเมินผล
หัวใจสำคัญของสื่ออีกประการหนึ่งก็คือการประเมินผลสื่อ(บทเรียน) เพราะการประเมินผล จะเป็นการวัดผลสัมฤทธิ์ของสื่อที่มีต่อการเรียนรู้ ก่อนที่จะนำไปใช้จริงๆ ซึ่งวิธีการประเมินสื่อควรต้องมีการประเมินเพื่อวัดประสิทธิภาพโดยรวมของสื่อ และสื่อที่ดีควรมีการวัดหาประสิทธิภาพในด้าน
1. ด้านลำดับการนำเสนอเนื้อหา
2. ด้านประสิทธิภาพของสื่อต่อการเรียนรู้
3. ด้านประสิทธิภาพของกระบวนการ interactive
4. ประสิทธิภาพโดยรวมในการใช้โปรแกรมหรือการทำงานของบทเรียน
5. ด้านประสิทธิผลในการช่วยเหลือ สนับสนุนการเรียนรู้ของผู้ใช้โปรแกรม
กระบวนการประเมิน ควรได้จากผู้ที่มีประสบการณ์ในการสร้างสื่อคอมพิวเตอร์เพื่อการศึกษา
โดยตรง และจากผู้เรียนหรือผู้ศึกษาเนื้อหาของสื่อ เป็นข้อมูล นอกจากนี้ยังสามารถนำผลจาก
การ สังเกตพฤติกรรมในการใช้ของผู้ใช้สื่อ จากแบบสอบถาม และจากการสัมภาษณ์ผู้ใช้หลัง
การใช้สื่อด้วยก็จะทำให้ได้ข้อมูลที่หลากหลายด้วย

8. ขั้นตอนการปรับปรุงสื่อทดลอง
สื่อCAI ในแต่ละเรื่องที่สร้างจากโปรแกรมต่างๆมักมีการกำหนดเงื่อนไข
มีคำแนะนำการใช้โปรแกรม

9. สร้างต้นแบบเพื่อเผยแพร่
สื่อที่ผ่านกระบวนการทั้งแปดขั้นตอน ถือได้ว่าสื่อมีความสมบูรณ์ในระดับที่นำไปใช้งานจริงได้ ซึ่งต้นฉบับหากใช้แค่ในสถานศึกษาหรือหน่วยงานภายใน ก็คงดำเนินการได้เลย แต่การส่งเสริมการพัฒนาและใช้สื่อคอมพิวเตอร์เพื่อการศึกษาที่ดีแล้ว ควรมีการกระจายสื่อให้แพร่ขยายไปตามกลุ่มเป้าหมายต่างๆดังนั้นการเผยแพร่ที่สมบูรณ์ควรมีการติดตามการใช้งาน รวมถึงรับทราบถึงปัญหาอื่นๆ หรือข้อผิดพลาด ที่อาจพบได้อีก นอกจากนี้อาจจะได้ข้อสังเกตจากการใช้งาน รวมถึงข้อเสนอแนะ และเนื้อหาที่ได้จากผู้รู้ ผู้ใช้ เพื่อรวบรวมนำมาพัฒนา หรือปรับปรุงเพิ่มเติมได้อีกด้วย












การผลิตสื่อการสอน
1. สำรวจความต้องการ การผลิตสื่อเพื่อการใช้ประโยชน์อย่างแท้จริง จะต้องสำรวจความต้องการของผู้ใช้ ความต้องการของผู้ใช้อาจจะได้มาจากการแสดงความต้องการของผู้ใช้โดยตรง หรือจากการเก็บรวบรวมข้อมูลจากแบบสำรวจ
2. กำหนดเป้าหมายการผลิต เมื่อทราบความต้องการของผู้ใช้แล้ว ก็จะนำเอาความต้องการมาประเมิน จัดลำดับความสำคัญ แล้วกำหนดเป้าหมายการผลิต
3. วิเคราะห์กลุ่มเป้าหมาย กลุ่มเป้าหมายย่อมมีความแตกต่างกันในด้านคุณลักษณะบางประการ ผู้ผลิตจะต้องศึกษาแนวโน้มความแตกต่างของกลุ่มในด้านต่าง ๆ
4. กำหนดจุดมุ่งหมายเชิงพฤติกรรม การกำหนดจุดมุ่งหมายการผลิตสื่อ ควรกำหนดเป็นจุดมุ่งหมายเชิงพฤติกรรมเพื่อให้สามารถตรวจสอบผลได้
5. วิเคราะห์และจัดทำเนื้อหา โดยนำเนื้อหาที่จะผลิตสื่อมาวิเคราะห์หาความเหมาะสมในการจัดรูปแบบการนำเสนอและจัดลำดับเรื่องราว
6. เลือกประเภทสื่อที่จะผลิต เนื้อหาหนึ่ง ๆ อาจผลิตสื่อได้หลายประเภท ในการตัดสินใจว่าจะผลิตเป็นสื่อประเภทใดนั้น จะต้องนำมาพิจารณาหาความเหมาะสมอย่างรอบคอบ โดยพิจารณาองค์ประกอบเกี่ยวกับจุดมุ่งหมายของการผลิต ลักษณะของเนื้อหา ขีดความสามารถในการผลิตของหน่วยงานผลิตหรือผู้ผลิต เป็นต้น
7. ผลิตสื่อ กระบวนการผลิตสื่อจะต้องแตกต่างกันไปตามประเภทของสื่อ เช่น สื่อประเภทเรื่องราวต่อเนื่อง ก็จะต้องจัดทำบัตรเรื่อง เขียนบท ถ่ายทำ บันทึกเสียง ถ้าเป็นสื่อประเภทวัสดุสามิติ ก็ต้องเขียนโครงร่างการออกแบบ ทำพิมพ์เขียวก่อน เป็นต้น
8. ทดลองเบื้องต้น เป็นการทดลองเพื่อแก้ไขข้อบกพร่องเบื้องต้น เช่น ภาษา ขนาด สัดส่วน และคุณภาพทางเทคนิคอื่น ๆ เป็นต้น อาจทำเป็นขั้นตอนย่อย ๆ เป็นต้นว่า ทดลอง 1 คน 3 คน 6 คน
9. ทดลองภาคสนาม เป็นการนำสื่อไปทดลองกับกลุ่มผู้เรียนจริง แล้วเก็บรวบรวมข้อมูล ประสิทธิภาพของสื่อนั้น ๆ เพื่อแก้ไขปรับปรุงให้ดี ก่อนการนำออกไปใช้จริง
10. การนำไปใช้และปรับปรุง การนำสื่อที่ผ่านการทดลองภาคสนามแล้วไปใช้อาจจะยังมีข้อบกพร่องอยู่บ้าง เมื่อนำไปใช้ในสถานการณ์ที่แตกต่างกัน จึงควรแก้ไขปรับปรุงเป็นระยะ
การประเมินผลสื่อการเรียนการสอน
สื่อการเรียนการสอนมีบทบาทอย่างยิ่งระบบการศึกษา ประสิทธิภาพของสื่อการศึกษาเป็นปัจจัยสำคัญหนึ่งที่ช่วยให้การสื่อสารการศึกษาเป็นไปอย่างมีคุณภาพ รวดเร็ว และสามารถสนองความต้องการที่หลากหลายของบุคคลในสังคม สื่อที่มีประสิทธิภาพสูงย่อมจะยังผลสูง การวัดและการประเมินผลสื่อการเรียนการสอนเป็นกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ที่ช่วยชี้ถึงศักยภาพ และประสิทธิภาพของสื่อว่าสื่อนั้นทำหน้าที่ตามวัตถุประสงค์กำหนดได้แค่ไหนระดับใด กระบวนการนี้เองนำไปสู่การปรับปรุงแก้ไขสื่อให้มีศักยภาพในระดับมาตรฐาน
การสำรวจเกี่ยวกับการนำสื่อการเรียนการสอนที่มิได้ผ่านการวัดและประเมินผลไปใช้มีขึ้นอยู่เสมอๆเพื่อเตือนสติเมื่อเร็วๆ นี้ในปี ค.ศ.๑๙๙๐ Rothe (ใน Nichols Randall G., Robinsin, Rhonda S. และ Wilgmann,Betar, ๑๙๙๓) กล่าวว่าครูที่พิจารณาประสิทธิภาพสื่อและเทคนิคการผลิตสื่อมีน้อยมาก
จากการศึกษาของ Komoski ในปี ๑๙๗๔ (Komoski, ๑๙๗๔) พบว่า วัสดุการสอนเพียงร้อยละ ๑ เท่านั้นที่ได้รับการประเมินผลหนึ่งครั้ง หรือมากกว่าเพื่อปรับปรุงสื่อเมื่อเวลาล่วงเลยมาเกือบ ๒๐ ปี คิดหวังกันว่าการประเมินผลสื่อเพื่อให้ได้สื่อที่มีคุณภาพสูงน่าจะมีขึ้นมาก แต่จากการศึกษาของ Rothe มิได้ยืนยันว่าความหวังนี้เป็นจริง อันที่จริงโดยอุดมการณ์แล้ว สื่อการเรียนการสอนทุกชิ้น จะต้องได้รับการประเมินผลและปรับปรุงจนมีมาตรฐานดีตามเกณฑ์ที่กำหนดก่อนที่จะนำออกใช้ เพื่อเป็นการประกันและให้ความมั่นใจแก่ผู้ใช้สื่อว่าสื่อนั้นมีศักยภาพสามารถทำงานได้ตามที่กำหนดภายใต้เงื่อนไขที่ เหมาะสม สำหรับผู้ใช้กลุ่มเป้าหมาย เฉพาะหนึ่งๆ การประเมินผลที่จะทำหน้าที่ข้างต้นได้ น่าจะเป็นการประเมินผลที่ใช้การวัดการประเมินผลแบบอิงเกณฑ์เพื่อให้ได้มาตรฐานตามเกณฑ์ที่กำหนด (Criterion-based standard) ในที่นี้ จะเสนอแนะวิธีการวัดและประเมินผลสื่อการเรียนการสอนแบบอิงเกณฑ์ อันเป็นวิธีที่นำไปสู่การพิจารณาปรับปรุงสื่ออย่างมีระบบ
การประเมินผลสื่อการเรียนการสอนคืออะไร

การประเมินผลสื่อการเรียนการสอน หมายถึง การนำผลจากการวัดผลสื่อการเรียนการสอนมาตีความหมาย (Interpretation) และตัดสินคุณค่า (Value Judgement) เพื่อที่จะรู้ว่าสื่อนั้นทำหน้าที่ตามที่วัตถุประสงค์กำหนดไว้ได้แค่ไหน มีคุณภาพดีหรือไม่ดีเพียงใด มีลักษณะถูกต้องตรงตามที่ต้องการหรือไม่ ประการใด
การประเมินผลสื่อการเรียนการสอน กระทำได้โดยการพิจารณาข้อมูลที่ได้จากการวัดผลสื่อนั้นเทียบกับวัตถุประสงค์ที่กำหนดไว้ ข้อมูลที่ได้จากการวัดผลสื่อจึงมีความสำคัญ การวัดผลจึงต้องกระทำอย่างมีหลักการเหตุผลและเป็นระบบเพื่อที่จะได้ข้อมูลที่เที่ยงตรง สามารถบอกศักยภาพของสื่อได้ถูกต้องตรงตามความเป็นจริงเพื่อประโยชน์ของการประเมินผลสื่ออย่างเที่ยงตรงต่อไป
การวัดผลสื่อการเรียนการสอน หมายถึง การกำหนดตัวเลขหรือสัญลักษณ์อย่างมีกฎเกณฑ์ให้กับสื่อการเรียนการสอน
เครื่องมือที่ใช้ในการวัดและประเมินผลสื่อการเรียนการสอนมีหลายรูปแบบ ผู้กระทำการวัดและประเมินผลอาจเลือกใช้ตามความเหมาะสม ที่นิยมกันมากได้แก่ แบบทดสอบ แบบสังเกต แบบตรวจสอบรายการ (Checklist) เป็นต้น
การวัดและการประเมินสื่อการเรียนการสอน

ในที่นี้ จะกล่าวถึงการวัดและการประเมินผลสื่อการเรียนการสอนที่มีขั้นตอนการตรวจสอบที่พิถีพิถันเพื่อให้ได้สื่อที่มีคุณภาพอย่างแท้จริง ในเบื้องแรก การตรวจสอบแบ่งออกได้เป็นสองส่วนใหญ่ คือ การตรวจสอบโครงสร้างภายในสื่อ (Structural basis) และการตรวจสอบคุณภาพสื่อ (Qualitative basis) ดังจะได้กล่าวถึงรายละเอียดการตรวจสอบทั้งสองส่วนตามลำดับต่อไปนี้
ขั้น ๑ การตรวจสอบโครงสร้างภายในสื่อ (Structural basis)
การตรวจสอบในขั้นนี้เป็นการตรวจสอบสิ่งที่ปรากฏในสื่อ ซึ่งสามารถสัมผัสได้ด้วยประสาทสัมผัส ตา หู จมูก ลิ้น และกาย ถ้าส่วนที่ปรากฏภายในมีลักษณะชัดเจน ง่าย และสะดวกแก่การรับรู้ สื่อนั้นเป็นสื่อที่มีศักยภาพสูงในการสื่อสาร การตรวจสอบที่สำคัญในขั้นนี้ประกอบด้วยสองส่วนคือ ลักษณะสื่อและเนื้อหาสาระในสื่อ
๑. ลักษณะสื่อ
ปัจจัยหลักที่มีผลต่อการผลิตสื่อให้มีลักษณะต่างๆ คือ ลักษณะเฉพาะตามประเภทของสื่อ การออกแบบ เทคนิควิธี และความงาม ดังนั้นในการตรวจสอบลักษณะสื่อ ผู้ตรวจสอบจะมุ่งตรวจสอบทั้งสี่ประเด็นข้างต้นเป็นหลัก
๑.๑ ลักษณะเฉพาะตามประเภทของสื่อ

สื่อแต่ละประเภทมีลักษณะและคุณสมบัติเฉพาะ สื่อการเรียนการสอนบางประเภทจะทำหน้าที่เพียงให้สาระข้อมูล บางประเภทจะให้ทั้งสาระและกำหนดให้ผู้เรียนตอบสนองด้วยในสื่อบางประเภท เช่น สื่อสำหรับการศึกษารายบุคคล สื่อที่เสนอเนื้อหาสาระข้อมูลอาจจะเสนอได้หลายรูปแบบ ซึ่งอาจจะให้ความเป็นรูปธรรมหรือนามธรรมมากน้อยแตกต่างกัน ที่เป็นรูปธรรมมากที่สุดคือของจริง ซึ่งเปิดโอกาสให้บุคคลใช้ประสาทสัมผัสได้มากช่องรับสัมผัสกว่าสื่ออื่น ที่มีความเป็นรูปแบบรองลงมา ได้แก่ ของตัวอย่าง ของจำลอง เป็นต้น สื่อบางชนิด ให้สาระเป็นรายละเอียดมาก บางชนิดให้น้อย บางชนิดให้แต่หัวข้อ เช่น แผ่นโปร่งใส สื่อบางประเภทสื่อสารด้วยการดู บางประเภทสื่อสารทางเสียง หรือบางประเภทสื่อสารด้วยการสัมผัส ดมกลิ่น หรือลิ้มรส เช่น การสื่อสารด้วยภาพ ซึ่งมีหลายชนิด ตั้งแต่สื่อประเภทกราฟิกอย่างง่ายไปจนถึงภาพเหมือนจริง สื่อประเภทกราฟิกนั้น ต้องเสนอความคิดหลักเพียงความคิดเดียว ภาพก็มีหลายชนิด ภาพ ๒ มิติ หรือภาพ ๓ มิติ ภาพอาจจะอยู่นิ่งหรือเคลื่อนไหวเร็ว บางชนิดเป็นลายเส้น รายละเอียดน้อย เช่น ภาพการ์ตูน ซึ่งต่างจากภาพเหมือนจริงที่ให้รายละเอียดมาก เป็นต้น รูปแบบของการเสนอภาพนั้น อาจจะเสนอภาพหลายภาพพร้อมกัน (Simultaneous Images หรือ Multi-Images) หรืออาจจะเสนอภาพที่ละภาพต่อเนื่องกัน (Sequential Images) เหล่านี้เป็นต้น ลักษณะที่แตกต่างกันนี้ย่อมให้คุณค่าแตกต่างกัน
จะเห็นว่า ในปัจจุบันสื่อแต่ละประเภทมีความหลากหลายในรูปแบบ ส่วนหนึ่งเนื่องจากความเจริญก้าวหน้าของเทคโนโลยีและวิธีการสอน การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีใหม่และทฤษฎีการเรียนการสอนที่นำมาเน้นใหม่ เช่น การประยุกต์ใช้ทฤษฎีจิตวิทยาพุทธิปัญญา (Cognitive Psychology) ในการเรียนการสอน ทำให้สื่อการเรียนการสอนแต่ละประเภทมีมากรูปแบบอันนำมาซึ่งประโยชน์ต่อการสื่อสาร เช่น บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน (CAI) ซึ่งแต่เดิมได้ประยุกต์ใช้ทฤษฎีจิตวิทยาพฤติกรรมในการสร้างบทเรียน (Behavioral Psychology) CAI นั้นมีลักษณะเป็นบทเรียนสำเร็จรูป แต่ในปัจจุบันการประยุกต์ใช้ทฤษฎีจิตวิทยาพุทธิปัญญา (Cognitive Psychology) ทำให้เกิด CAI ในลักษณะของเกมส์ (Games) สถานการณ์จำลอง (Simulation) และโปรแกรมปัญญาประดิษฐ์ต่างๆ (Artificial Intelligence) แต่อย่างไรก็ตามถึงแม้สื่อการเรียนการสอนจะมีรูปแบบที่หลากหลาย สื่อที่ผลิตก็จะต้องคงลักษณะเฉพาะตามประเภทสื่อไว้ได้
ดังนั้นในการตรวจสอบสื่อ ผู้ตรวจสอบจะต้องพิจารณาความถูกต้องของลักษณะสื่อ ทั้งแต่ละองค์ประกอบและโดยส่วนรวมในอันที่จะนำไปสู่การทำงานที่สมบูรณ์ตามศักยภาพของสื่อแต่ละประเภท และตามวัตถุประสงค์ของการผลิตสื่อ (ดูตัวอย่างแบบฟอร์มการตรวจสอบสื่อ ๑, ๒, ๓ และ ๔)
๑.๒ มาตรฐานการออกแบบ (Design Standards)

การออกแบบสื่อการเรียนการสอนเป็นการสร้างสรรค์สิ่งใหม่ด้วยการนำส่วนประกอบต่างๆ ตามประเภทของสื่อและองค์ประกอบการเรียนการสอนที่เกี่ยงข้องมาพิจารณา เพื่อประโยชน์ของการสื่อสาระตามความคาดหมาย องค์ประกอบการเรียนการสอนที่เกี่ยวข้องในที่นี้ได้แก่ จิตวิทยาการเรียนรู้เฉพาะกลุ่มเป้าหมาย หลักการสอน กระบวนการสื่อสารและลักษณะเฉพาะเรื่อง เป็นต้น การออกแบบสื่อที่ดีจะต้องช่วยทำให้การสื่อสาระชัดเจนและเป็นที่เข้าใจง่ายสำหรับกลุ่มเป้าหมาย กล่าวคือ ต้องไม่เป็นการออกแบบที่ทำให้การสื่อสารคลุมเครือ และสับสนจนเป็นอุปสรรคต่อการสื่อความเข้าใจ ดังนั้นในการตรวจสอบสื่อในขั้นนี้ สิ่งที่ผู้ตรวจสอบสื่อจะต้องพิจารณา คือ การชี้หรือแสดงสาระสำคัญตามที่ต้องการได้อย่างน่าสนใจ กระชับและได้ใจความครบถ้วน มีความเหมาะสมกับการจัดการเรียนการสอนหรือการฝึกอบรม เช่น จำนวนเวลาเรียน จำนวนบุคคลผู้ใช้สื่อ วิธีการใช้สื่อ เป็นต้น มีความน่าสนใจ ตื่นหู ตื่นตา เร้าใจ และน่าเชื่อถือ อนึ่ง หากสื่อนั้นมีกิจกรรมหรือตัวอย่างประกอบ กิจกรรมจะต้องสอดคล้องกับวัตถุประสงค์และเนื้อหาสาระ ทั้งกิจกรรมและตัวอย่างต้องสามารถจุและตรึงความสนใจของกลุ่มเป้าหมายได้ตลอดเวลา และนำไปสู่การขยายหรือเสริมสาระที่ต้องการเรียนรู้ให้กระจ่างชัด แต่ถ้าสื่อนั้นเป็นวัสดุกราฟิก ก็จะต้องเป็นการออกแบบที่ลงตัว มีความสมดุลย์ในตัว
นอกจากนี้ในบางครั้งอาจใช้การออกแบบแก้ข้อจำกัดหรือข้อเสียเปรียบของลักษณะเฉพาะบางประการของสื่อ แต่การกระทำเช่นนี้ จำเป็นต้องมีผลงานวิจัยรองรับ ตัวอย่างเช่นโปรแกรมการสอนด้วยไมโครคอมพิวเตอร์ (Microcomputer-based instructional programs) ซึ่งเป็นบทเรียนสำเร็จรูปรายบุคคล ตามปกติบทเรียนลักษณะนี้ เปิดโอกาสให้ผู้เรียนใช้เวลาเรียนนานเท่าไรก็ได้ แต่นักวิจัยกลุ่มหนึ่ง อันประกอบด้วย Belland, Taylor, Canelos, Dwyer และ Baker (๑๙๘๕) ตั้งประเด็นสงสัยว่า การให้ผู้เรียนมีโอกาสใช้เวลาเรียนนานเท่าใดก็ได้นั้น อาจจะเป็นผลทำให้ผู้เรียนไม่ตั้งใจเรียน ซึ่งเป็นที่ยอมรับกันโดยทั่วไปแล้วว่า ความตั้งใจเรียนเป็นปัจจัยสำคัญในการเรียนรู้ คณะวิจัยจึงได้ทำการวิจัยโดยกำหนดเวลาเรียนในโปรแกรมกรสอนด้วยไมโครคอมพิวเตอร์ ซึ่งการกำหนดเวลาเรียนนี้กระทำได้ เพราะอยู่ในสมรรถวิสัยตามศักยภาพคอมพิวเตอร์ ผลการวิจัยพบว่า โปรแกรมที่กำหนดเวลาเรียน ผนวกกับให้เวลาสำหรับกระบวนการคิด ช่วยให้ผลการเรียนสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญด้วย ตัวอย่างงานวิจัยที่ยกมาข้างบนนี้ ชี้ให้เห็นว่า กรออกแบบโดยการกำหนดเวลาเรียนในบทเรียน และการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ที่สามารถกำหนดเวลาเรียนในบทเรียนได้ ช่วยแก้จุดอ่อนหรือข้อจำกัดของลักษณะเฉพาะบทเรียนสำเร็จรูปรายบุคคลได้เป็นอย่างดี งานวิจัยในลักษณะนี้จะช่วยนักออกแบบสื่อให้มีความมั่นใจในการตัดสินใจเลือกใช้สื่อที่พิสูจน์แล้วว่ามีประสิทธิภาพในการออกแบบ
๑.๓ มาตรฐานทางเทคนิควิธี (Technical standards)
เทคนิควิธีการเสนอสื่อ เป็นปัจจัยสำคัญอีกปัจจัยหนึ่งที่ช่วยให้สื่อมีความน่าสนใจและสามารถสื่อสารได้อย่างมีประสิทธิภาพ ที่สำคัญประการหนึ่งที่ควรเน้นในที่นี้คือ เทคนิควิธีที่ใช้ในสื่อการเรียนการสอน ต้องเป็นเทคนิควิธีการทางการศึกษากล่าวคือ เป็นเทคนิควิธีการที่ช่วยให้การเสนอสาระเป็นไปอย่างชัดเจน ไม่คลุมเครือหรือไม่ซ่อนเร้นสาระเพื่อให้มีการเดาในด้านการนำเสนอต้องน่าสนใจ ตื่นหู ตื่นตา ในกรณีที่มีการเปรียบเทียบต้องสามารถชี้ให้เห็นถึงความแตกต่างและความเหมือน ก่อให้เกิดความเข้าใจง่าย มีความกระชับและสามารถสรุปกินความได้ครบถ้วนถูกต้องตามที่วัตถุประสงค์กำหนด อีกทั้งเป็นเทคนิควิธีที่ช่วยให้ผู้เรียนเกิดความรู้สึกเป็นจริงเป็นจัง
ส่วนในด้านการใช้สื่อ ควรเป็นเทคนิควิธีที่ช่วยให้ความคล่องตัวในการใช้ ใช้ง่าย และมีความปลอดภัย
ตัวอย่างแบบฟอร์มการตรวจสอบสื่อ ๑
แบบประเมินบทเรียนแบบโปรแกรม*
เรื่อง.................................................................................................................................................
ลำดับที่ในชุด/ชุด...............................................................................................................................
ผลิตโดย ............................................................. วันที่ ................................. ราคา .......................
ความยาว (เวลาที่ใช้ในการเรียนโดยเฉลี่ย) ...................................................... นาที ........................
วิชา
ผู้เรียนกลุ่มเป้าหมาย
วัตถุประสงค์ของบทเรียน
ความสามารถที่ต้องมีก่อนเรียน
O ความรู้เนื้อหาสาระ/ศัพท์เฉพาะที่ต้องมี
O ความสามารถทางการอ่าน
O ความสามารถทางคณิตศาสตร์
O อื่นๆ
ผลการประเมิน
ความสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ สูง กลาง ต่ำ ข้อเสนอแนะ
ความถูกต้องของสาระ O O O O O ...................
ความน่าสนใจ O O O O O ...................
โครงสร้างของบทเรียนให้เนื้อหาสาระดี O O O O O ...................
ต้องการการตอบสนองที่เน้นการคิด O O O O O ...................
การฝึกปฏิบัติมีความสอดคล้อง O O O O O ...................
ทดสอบผลการเรียนสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ O O O O O ...................
การให้ผลย้อนกลับชี้ทางไปสู่การแก้ไขชัดเจน O O O O O ...................
ความเหมาะสมของศัพท์ที่ใช้ O O O O O ...................
การตรวจสอบประสิทธิภาพบทเรียน (ให้ข้อมูลเกี่ยวกับผู้เรียน เวลา และผลการเรียนรู้ O O O O O ...................
จุดเด่นของบทเรียน
จุดอ่อนของบทเรียน
ผู้ตรวจสอบ....................................
ตำแหน่ง........................................
ข้อเสนอแนะเชิงปฏิบัติ ................................................................... วันที่...............................................

* แปลและปรับปรุงจาก Heinich, R., Molenda, M., and Russell, J.D. (๑๙๙๓) Instructional
media, หน้า ๓๕๔.
ความสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ สูง กลาง ต่ำ ข้อเสนอแนะ
ความถูกต้องของสาระ O O O O O ...................
ความน่าสนใจ O O O O O ...................
โครงสร้างของบทเรียนให้เนื้อหาสาระดี O O O O O ...................
ต้องการการตอบสนองที่เน้นการคิด O O O O O ...................
การฝึกปฏิบัติมีความสอดคล้อง O O O O O ...................
ทดสอบผลการเรียนสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ O O O O O ...................
การให้ผลย้อนกลับชี้ทางไปสู่การแก้ไขชัดเจน O O O O O ...................
ความเหมาะสมของศัพท์ที่ใช้ O O O O O ...................
การตรวจสอบประสิทธิภาพบทเรียน (ให้ข้อมูลเกี่ยวกับผู้เรียน เวลา และผลการเรียนรู้ O O O O O ...................
จุดเด่นของบทเรียน
จุดอ่อนของบทเรียน
ผู้ตรวจสอบ....................................
ตำแหน่ง........................................
ข้อเสนอแนะเชิงปฏิบัติ ................................................................... วันที่...............................................
...............................................................................